Investich

Passive Fund vs Active Fund ต่างกันยังไง? แบบไหนเหมาะกับคุณ พร้อมสถิติย้อนหลัง

27 เมษายน 2026

Passive Fund vs Active Fund ต่างกันยังไง? แบบไหนเหมาะกับคุณ พร้อมสถิติย้อนหลัง

Passive Fund คืออะไร

Passive Fund หรือกองทุนเชิงรับ คือกองทุนที่บริหารโดยมีเป้าหมายให้ผลตอบแทน ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Index) เช่น S&P 500, MSCI World, SET50

ผู้จัดการกองทุนไม่ได้พยายาม "ชนะตลาด" แค่เลียนแบบสัดส่วนของดัชนีให้เหมือนที่สุด ทำให้ค่าธรรมเนียมต่ำมาก (มักอยู่ที่ 0.05% – 0.5% ต่อปี)

ตัวอย่างกองทุน:

  • K-USXNDQ-A(A) ลงทุนตามดัชนี NASDAQ 100 (หุ้นใหญ่ 100 ตัวแรกของอเมริกา ที่ไม่รวมกลุ่มการเงิน ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคโนโลยี)
  • SCBS&P500 ลงทุนตามดัชนี S&P 500 (หุ้นใหญ่ 500 ตัวแรกของอเมริกา ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม)

Active Fund คืออะไร

Active Fund หรือกองทุนเชิงรุก คือกองทุนที่ผู้จัดการกองทุน เลือกหุ้นเอง วิเคราะห์ คัดเลือก และจับจังหวะซื้อขาย โดยมีเป้าหมายให้ผลตอบแทน ชนะดัชนีอ้างอิง

ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่ามาก (มักอยู่ที่ 1% – 2.5% ต่อปี) เพราะต้องจ่ายค่าทีมวิเคราะห์และค่าบริหาร

ตัวอย่างกองทุน

  • ARK Innovation ETF (ARKK) เน้นหุ้นเทค + นวัตกรรมโลก
  • K-VIETNAM ลงทุนตรงในหุ้นเวียดนาม (หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจเวียดนาม)

เปรียบเทียบ Passive vs Active

หัวข้อPassive FundActive Fund
เป้าหมายตามดัชนีชนะดัชนี
ค่าธรรมเนียมต่ำ (0.05% – 0.5%)สูง (1% – 2.5%)
การตัดสินใจอัตโนมัติตามดัชนีผู้จัดการกองทุนเลือกเอง
ความเสี่ยงกระจายตามดัชนีขึ้นกับฝีมือผู้จัดการ
ความโปร่งใสสูงปานกลาง

สถิติย้อนหลัง — Active Fund ชนะดัชนีได้จริงไหม?

นี่คือคำถามสำคัญที่สุด เพราะเราจ่ายค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าให้ Active Fund ก็เพื่อหวังผลตอบแทนที่ชนะตลาด

มาดูข้อมูลจาก SPIVA Scorecard (S&P Indices Versus Active) ซึ่งจัดทำโดย S&P Dow Jones Indices เป็นรายงานที่ติดตามผลงาน Active Fund เทียบกับดัชนี S&P มาอย่างยาวนาน

สถิติจากรายงาน SPIVA U.S. Year-End 2024 (เผยแพร่ปี 2025):

  • ในระยะ 1 ปี กองทุน Active Large-Cap ของสหรัฐฯ ประมาณ 65.2% แพ้ S&P 500
  • ในระยะ 5 ปี กองทุน Active Large-Cap ประมาณ 76.3% แพ้ S&P 500
  • ในระยะ 10 ปี กองทุน Active Large-Cap ประมาณ 84.3% แพ้ S&P 500
  • ในระยะ 15 ปี กองทุน Active Large-Cap มากกว่า 90% แพ้ S&P 500

และล่าสุดจากรายงาน SPIVA Year-End 2025 (เผยแพร่ต้นปี 2026) กองทุน Active Large-Cap 79% แพ้ S&P 500 ในรอบปี 2025 เพียงปีเดียว

แปลว่าถ้าคุณสุ่มเลือก Active Fund หนึ่งกอง โอกาสที่กองนั้นจะชนะกองทุนดัชนีในระยะยาว เหลือไม่ถึง 10-15%


สถิติจาก Morningstar Active/Passive Barometer Year-End 2025 (เผยแพร่กุมภาพันธ์ 2026):

รายงานของ Morningstar ที่ติดตามกองทุนกว่า 9,200 กองทั่วสหรัฐฯ พบว่า

  • ในรอบปี 2025 มี Active Fund เพียง 38% ที่ชนะค่าเฉลี่ยของกองทุน Passive ในกลุ่มเดียวกัน (ลดลง 4% จากปีก่อนหน้า)
  • ในระยะ 10 ปี มี Active Fund เพียง ~20% (1 ใน 5 กอง) ที่ชนะค่าเฉลี่ยของกองทุน Passive
  • ในกลุ่ม U.S. Large-Cap ผลลัพธ์ยิ่งแย่กว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่มตราสารหนี้และ Real Estate ยังพอมีโอกาสชนะอยู่บ้าง

ทำไม Active Fund ส่วนใหญ่ถึงแพ้ดัชนี?

  1. ค่าธรรมเนียมสูง กัดกินผลตอบแทน — หลักๆเลยคือส่วนต่างค่าธรรมเนียม 1-1.5% ต่อปี เมื่อทบต้น 20 ปี กินผลตอบแทนหายไปมหาศาลมาก
  2. Market Timing ทำได้ยาก — แม้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพก็พลาดได้ เพราะไม่มีใครจับทางตลาดขึ้นลงได้ถูกต้อง 100% เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
  3. ตลาดสหรัฐฯ มีประสิทธิภาพสูง — ข้อมูลข่าวสารสะท้อนในราคาเร็ว ทำให้หาหุ้นดีๆ ที่ราคายังต่ำอยู่นั้นทำได้ยาก

แล้วควรเลือกแบบไหน?

เลือก Passive Fund ถ้า

  • เน้นความเรียบง่าย: ไม่มีเวลามานั่งคัดเลือกกองทุนหรือติดตามงบการเงินรายไตรมาส
  • เน้นระยะยาว: วางแผนลงทุน 10-20 ปีขึ้นไป เพื่อปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงาน
  • เน้นประหยัดค่าธรรมเนียม: จะเห็นว่าค่าธรรมเนียมที่ต่างกันเล็กๆ ระยะยาวมีผลมาก Passive fund จะทำให้ได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะค่าธรรมเนียมต่ำกว่า
  • เน้นความสบายใจ: พอใจกับผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกหรือดัชนีหลัก ซึ่งถ้าไปดูสถิติ S&P 500 ย้อนหลัง 30 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ ~10% เลยทีเดียว

เลือก Active Fund ถ้า

  • มีเวลาทำการบ้าน: ก่อนจะเลือก ต้องตามเช็คประวัติกองทุน วิธีการลงทุนของผู้บริหารกองอย่างละเอียด
  • มองเห็นโอกาสล่วงหน้า: เช่น หากคุณรู้ก่อนว่าเห็นว่าเทรนด์ AI กำลังจะมา แล้วไปซื้อกองทุนที่เจาะกลุ่ม AI ตรงๆ คุณจะสร้างผลตอบแทนได้สูง
  • ต้องการหาเพชรในตม: ต้องการลงทุนในตลาดที่มี Inefficiency สูง เช่น หุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap) หรือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งข้อมูลข่าวสารยังไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้จัดการกองทุนเก่งๆ ยังสามารถหาหุ้น "ผู้ชนะ" ที่คนอื่นมองไม่เห็นได้

สรุป

จากสถิติย้อนหลัง 15-20 ปี Passive Fund ส่วนใหญ่จะชนะ Active Fund ในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการ DCA ระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่ง การเลือก Passive Fund ที่อิงดัชนีระดับโลก เช่น S&P 500 หรือ MSCI World เป็นทางเลือกที่ ปลอดภัย ค่าธรรมเนียมต่ำ และมีโอกาสชนะ Active Fund ส่วนใหญ่ในระยะยาว

ส่วนนักลงทุนที่พอจะจับเทรนด์ล่วงหน้าในอนาคตได้ การเลือก Active Fund แบบเจาะจงกลุ่มลงทุน ระยะสั้นเพื่อทำกำไร ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่ทำได้

แหล่งอ้างอิงสถิติย้อนหลัง

Ko-fiสนับสนุนเว็บไซต์

© Investich. All Rights Reserved.

Ko-fi